ดนตรีออกเดิน

Advertisements

ประภาส ชลศรานนท์

ประภาส ชลศรานนท์ (18 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 – ) เป็น นักคิด นักเขียน นักแต่งเพลง และ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) กับ ปัญญา นิรันดร์กุล

เป็นชาว จังหวัดชลบุรี จบการศึกษาระดับมัธยมปลายจาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และระดับปริญญาตรีจาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ก่อตั้ง และนักแต่งเพลง ให้กับวงดนตรีเฉลียง ซึ่งนับเป็นกลุ่มดนตรีที่ได้รับการยอมรับกันว่า เป็นการบุกเบิกแนวเพลงใหม่ๆ ทั้งเนื้อหาและท่วงทำนอง ให้กับวงการเพลงไทย

มีผลงานเพลงที่แต่งไว้และยังได้รับการกล่าวขานจนถึงทุกวันนี้มากมาย ด้วยมีรูปแบบและเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน พ่อ พี่ชายที่แสนดี คู่ทรหด เที่ยวละไม ต้นชบากับคนตาบอด นิทานหิ่งห้อย สาวลาวบ่าวไทย อื่นๆอีกมากมาย เจ้าภาพจงเจริญ ฯลฯ มีนามปากกาอื่น เช่น สารภี โก๋ ลำลูกกา

นอกจากนี้ยังเป็นนักแต่งเพลงประจำรายการคุณพระช่วย แต่งเพลงนำเสนอ ศิลปะ วัฒนธรรม ของไทย อาทิ เพลงควายไทย เพลงข้าวเหนียว เพลงรากไทยฯลฯ

ในเดือนกรกฎาคม 2551 ได้มีคอนเสิร์ทของเพลงที่ประภาสแต่ง ชื่อว่า คอนเสิร์ทเพลงแบบประภาส มีนักร้อง นักดนตรีระดับคุณภาพของเมืองไทยมาร่วมงานมากมาย อาทิ บีพีรพัฒน์ ป้างนครินทร์ เบน ชลาทิศ เพลิน พรหมแดน เฉลียง เจนนิเฟอร์ คิ้ม เป็นต้น นอกจากใช้วงออเครสตร้าขนาดใหญ่บรรเลงเพลงทั้งคอนเสิร์ตแล้ว ยังนับเป็นคอนเสิร์ตที่ผู้คนในแวดวงดนตรีกล่าวกันว่ามีการนำเสนอเพลงแต่ละเพลงอย่างงดงามและสร้างสรรค์ที่สุดคอนเสิร์ตหนึ่ง

ได้รับรางวัลด้านสื่อสารมวลชนมากมาย เช่น รางวัลบทละครยอดเยี่ยมโทรทัศน์ทองคำจาก เทวดาตกสวรรค์, รางวัลละครยอดเยี่ยม เอเชียน เทเลวิชั่น อวอร์ดส์ จากละครชุด พ่อ, รางวัลแมกซีเลี่ยนอวอร์ด ของ ประเทศโปแลนด์ จากละครเรื่อง ผู้หญิงที่อยากกอดตลอดชีวิต, รางวัลเพลงยอดเยี่ยม สีสันอวอร์ด ถึงสามครั้งจากเพลง โลกาโคม่า, “วิงวอน” และเพลง “นาฬิกา” รางวัล B.A.D. (Bangkok Art Director) Awards จาก มิวสิกวิดีโอ เพลง เร่ขายฝัน ได้รับ รางวัลนักอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2548 จาก กระทรวงวัฒนธรรม รางวัลบุคคลเบื้องหลังแห่งปีจากไนน์เอนเตอร์เทนอวอร์ด พ.ศ. 2551 และได้รับรางวัล Fat Awards Life Time Achievement ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศของคนทำงานด้านบทเพลงและดนตรียุคใหม่ ซึ่งรางวัลนี้ จัดโดย แฟต เรดิโอ

เนื่องในวโรกาสมหามงคล ฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในปี พ.ศ. 2549 ประภาส ร่วมกับ บมจ.เวิร์คพอยท์ และ เครือซิเมนต์ไทย จัดทำ สารคดีในรูปแบบใหม่คือ สารคดีดนตรีเล่าเรื่อง ชื่อ “น้ำคือชีวิต” เป็นการถ่ายทอด พระราชกรณียกิจ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่องของ “น้ำ” ให้พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ได้เห็น และตระหนักถึง สิ่งที่ทรงทำ เกี่ยวกับ เรื่องของ “น้ำ” มาโดยตลอด น้ำคือชีวิตเป็นสารคดีทีเล่าด้วยเพลงที่ขับร้องและบรรเลงโดย ศิลปินสามวง คือ คาราบาว เฉลียง และโมเดิร์นด็อก

ด้านงานเขียน ประภาสมีผลงานเรื่องสั้นนับสิบเรื่อง หนังสือวรรณกรรมเยาวชน นอกจากนั้นยังเป็นผู้ก่อตั้ง นิตยสารไปยาลใหญ่ นิตรสารทางเลือกที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่นยุคหนึ่ง และมีผลงานรวมเล่มจากการเขียนบทความ ในคอลัมน์ คุยกับประภาส ใน หนังสือพิมพ์มติชน ซึ่งนับได้ว่าเป็นหนังสือชุดที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงว่าเป็นหนังสือที่มีมุมมองเกี่ยวกับชีวิตและโลกอย่างมีความคิดสร้างสรรค์อย่างมาก

ภูษิต ไล้ทอง


ภูษิต ไล้ทอง (17 กันยายน พ.ศ. 2503 – ) เป็น นักดนตรี โปรดิวเซอร์ค่ายคีตา เรคคอร์ดส์ และผู้บริหารบริษัททีวีธันเดอร์ เป็นชาวจังหวัดสิงห์บุรี จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกดนตรี ได้รับการฝึกฝนด้านทฤษฎีเบื้องต้นทางดนตรีจาก อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี สมาชิกวงคาราบาว เข้ามาเป็นสมาชิกของวงดนตรีเฉลียงในยุคที่สองผ่านการเชิญชวนของประภาส ชลศรานนท์ นิติพงษ์ ห่อนาค และวัชระ ปานเอี่ยม เนื่องจากเคยร่วมงานกันเมื่อครั้งยังเป็นนิสิตจุฬาฯ

ผลงานดนตรีอื่น

ลูกลิงในหัวใจ

ฉัตรชัย ดุริยประณีต

ฉัตรชัย ดุริยประณีต เป็นชาวกรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนประสาทวิทยา มัธยมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จบการศึกษาปริญญาตรีจาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังจากจบการศึกษาทำงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จนกระทั่ง ประภาส ชลศรานนท์ ชักชวนให้เข้าวงการหลังจากได้ฟังตัวอย่างเพลง ตัวสำรอง และ อีกนาน ทำให้ได้ทำงานในทีมแต่งเพลงของบริษัท คีตา และได้เข้ามาเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งของเฉลียงหลังจาก นิติพงษ์ และ ศุ ยุติบทบาทลง ขึ้นเวทีกับเฉลียงครั้งแรกในฟรีคอนเสิร์ตที่ เซ็นทรัลลาดพร้าว

มีผลงานกับเฉลียงทั้งหมดสองชุดคือ แบ-กบาล และ ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ร่วมกับ เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ ปี 2536
Happy Nok Day
คอนเสิร์ต เพลงรักยุคคีตา โดย นกเฉลียง[1] – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
(ร่วมด้วย ศุ บุญเลี้ยง , เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ , อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ , หนุ่มเสก , พัดชา AF2 , นัท AF4 , กุญแจซอล AF6)
อัลบั้มพิเศษ “ผูกใจ” (ร่วมด้วย ศุ บุญเลี้ยง , เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ , พัดชา AF2 , นัท AF4)

จิรพรรณ อังศวานนท์

จิรพรรณ อังศวานนท์ ชื่อเล่น จิ เกิดวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2495 เกิดที่ จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย

จิรพรรณ อังศวานนท์ เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2492 เกิดที่จังหวัดนครราชสีมา เรียนจบปริญญาเอกที่ มหาวิทยาลัยรังสิต และ ได้เข้าวงการดนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2516 ซึ่งได้ตั้งวงกับ วินัย พันธุรักษ์ จิรพรรณเป็นมือคีย์บอร์ด ซึ่งตั้งวงนี้ชื่อว่า วงดาหลา มีสมาชิกทั้งหมด 8 คน มี วินัย พันธุรักษ์ เศรษฐา ศิระฉายา จิรพพรณ อังศวานนท์ มานะ ประเสริฐวงศ์ สุรชัย สุนทรธาดากุล และ ชยุต บุรกรรมโกวิทซึ่งตั้งวงนี้เมื่อปี พ.ศ. 2527 แลแต่งอัลบั้มเพลง ขอแสดงความนับถือ ของ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี

ผลงานเพลง

อัลบั้ม วอนลมฝากรัก1.วอนลมฝากรัก
2.รักหนอรัก
3.หนึ่งมิตรชิดใกล้
4.รักเอ๋ยรักข้า
5.ครวญ
6.มนต์รักดอกคำใต้ (ร้องคู่กับ เศรษฐา ศิริฉายา)
7.พี่ชายที่แสนดี
8.ใต้ร่มมลุลี (ร้องคู่กับ สุรสีห์ อิทธิกุล)
9.เรือนแพ
10.น้ำเซาะทราย

ระวี กังสนารักษ์

อะ-ฮ่า (A-HA) เป็นค่ายเพลงในเครือบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) โดยเป็นหนึ่งในค่ายย่อยที่แยกออกมาในช่วงของการปรับรูปแบบธุรกิจเพลงของอาร์เอส ในช่วงปี 2546 – 2547 ภายใต้การนำของโดย ระวี กังสนารักษ์ นักแต่งเพลงชื่อดังคนหนึ่งของวงการ

พ.ศ. 2545 บริษัท อาร์เอส โปรโมชั่น ในขณะนั้น ได้มีแนวคิดที่จะทำการปรับรูปแบบของธุรกิจเพลง จากการรวมศูนย์ทุกอย่างไว้ที่ส่วนกลาง มาเป็นการเปิดบริษัทลูกขึ้นมาเป็นค่ายเพลงย่อยๆ เพื่อแบ่งหน้าที่การผลิตเพลงตามแต่ละกลุ่มเป้าหมายของแนวเพลง โดยเริ่มต้นจากการปรับโครงสร้างของทีมผลิตเพลงในยุคนั้น ให้กลายมาเป็นรูปแบบบริษัทที่ดำเนินการบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง โดยทีมผลิตเพลงของค่ายอาร์เอสในขณะนั้นมีดังนี้ MP1 (ดูแลโดย สุทธิพงษ์ วัฒนจัง), MP2 (ดูแลโดย เทพนม สุวรรณบุณย์ และ อนุชา อรรจนาวัฒน์), MP3 (ดูแลโดย พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร และ ธีระศักดิ์ วดีศิริศักดิ์) รวมทั้งทีมเพลงใหม่ของ ปอนด์ ธนา ลวสุต

พ.ศ. 2546 ซุป ระวี กังสนารักษ์ อดีตนักแต่งเพลงในยุคก่อนปี 2544 ของ อาร์เอส และ คีตา ในอดีต ได้พาทีมเพลงกลับมาร่วมงานกับทางอาร์เอสอีกครั้ง จึงได้เข้ามาอยู่ในระบบที่พร้อมปรับรูปแบบไปสู่ความเป็นความเพลงย่อยด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อทีมว่า อะ-ฮ่า (A-HA)

พ.ศ. 2547 เริ่มพยายามสร้างศิลปินเป็นของตัวเอง อาทิ เช่น 2 หนุ่ม โบกี้-ดอดจ์ และ 2 สาว เอลิน-เบส แต่ภาพลักษณ์ของงานเพลงไม่แตกต่างและโดดเด่นออกมาจากค่ายเพลงอื่น จึงยังมีสถานะของการเป็นค่ายเพลงย่อยที่ไม่ชัดเจนนัก

พ.ศ. 2548 ร่วมทำเพลงให้กับค่าย ไอดี เร็คคอร์ด ของ เจมส์ เรืองศักดิ์ ให้กับศิลปิน โฟร์-มด เป็นจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจสู่การลดสถานะกลับมาเป็นแค่ทีมทำเพลงและในที่สุดก็ถูกยุบรวมกลายเป็นยูนิต บิ๊กบลู เร็คคอร์ด ของค่ายส่วนกลาง อาร์เอส มิวสิค แทน

ศิลปินในสังกัดลาฟเฟอร์-แอมเมอร์
ศูนย์ศูนย์หนึ่ง
โบกี้-ดอดจ์
เอลิน-เบส

ปิติ ลิ้มเจริญ

เข้ามาสู่โลกของดนตรีได้ยังไง?
ของพี่จะเริ่มมาตั้งแต่ที่บ้านแล้ว เพราะที่บ้านพี่จะเล่นดนตรีกันเป็นหมดทุกคน เลยทำให้พี่ได้ยินเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ จากนั้นก็มาเริ่มเรียนเปียโนแบบจริงๆ จังๆ ประมาณ ป.4 (อายุประมาณ 9 ขวบ) พอ ป.5 ก็มาเรียนที่สาธิตปทุมวันก็ได้เล่นดนตรีไทยด้วย (สีซอ) หลังจากนั้นก็ชอบดนตรีมาตลอด ก็เล่นดนตรีมาเรื่อยๆ เล่นได้สารพัดเครื่อง

ตอนเด็กๆ อยากเป็นอะไร?
ตอนเด็กๆ นี่ อาชีพดนตรีพี่ไม่ได้คิดเลย เพราะว่าตอนเด็กๆ พี่อยากเป็นสัตวแพทย์ เพราะส่วนตัวชอบหมา ชอบสัตว์ ชอบป่าเขาอะไรประมาณเนี้ยครับ

แล้วอาชีพนักดนตรีเริ่มเข้ามาตอนไหน?
คือพอเล่นดนตรีมาเรื่อยๆ จนเริ่มโตขึ้น เลยทำให้เราจริงจังกับมันมากขึ้น แล้วพี่เนี่ยจะมีกิฟท์หน่อยตรงที่สามารถเล่นดนตรีได้เกือบหมด อยากช่วงมัธยมก็เป็นหัวหน้าวงดนตรี เป็นประธานชมรมดนตรี พออยู่ ม.5-ม.6 ก็เริ่มคิดอยากจะมีอาชีพทางนี้ แต่จริงๆ แล้วเนี่ย พี่รู้ตัวว่าพี่ไม่ใช่คนเล่นดนตรีเก่งอะไรมากมาย คือเล่นแบบจับฉ่ายซะมากกว่า แต่ที่ชอบจริงๆ แล้ว พี่ชอบคิด ชอบเขียนมากกว่า อย่างสมัยเรียนมัธยมก็เขียนเพลงจีบสาวมาเรื่อยๆ

จากวัยเรียนสู่การทำงานเพลง?
พอจบ ม.6 จริงๆ ก็คิดว่าจะเอ็นทรานซ์เข้าพวกดนตรีอะไรประมาณนี้ไปเลย แต่รู้ว่าท่าทางอาจจะไม่รอดเพราะพี่เป็นคนที่ขี้เกียจซ้อม ก็เลยเลือกเรียนวารสาร ม.ธรรมศาสตร์ เพราะอย่างที่บอกว่าพี่เป็นคนชอบเขียน ถ้าสมมุติว่าพี่เกิดไม่ได้เขียนเพลง ไม่ได้เขียนเพลงโฆษณา ก็คงเขียน Copy Writer ทำ Creative ไปสายนั้นไปเลย ทีนี้พอเข้ามาอยู่ในรั้วมหา’ลัยก็เล่นดนตรีตลอด ไม่ค่อยได้เรียนเท่าไหร่ ก็มีวงกับพวกรุ่นพี่เล่นดนตรีกัน พี่ก็เขียนเพลงแบบเอาไว้เล่นในงานรับน้อง เล่นงานอะไรๆ ไปเรื่อยๆ จากนั้นประมาณปี 3 ปี 4 ก็มีเดโมเพลงที่ทำขึ้นมา แล้วก็ส่งไปให้พี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) ก็ได้ไปออดิชั่น ไปๆ มาๆ สรุปสุดท้ายก็คือไม่ได้ออกเทป แต่ว่าพี่จิกเค้าซื้อเพลงไป 6-7 เพลง ซึ่งก็มีของหลายๆ คนเขียนด้วย แต่หลายๆ เพลงของพี่มันจะไปอยู่ในชุดตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า ของเฉลียง ในชุดนั้นก็มีอยู่ 5-6 เพลง แล้วก็มีเพลง “อย่ายอมแพ้” ของอ้อม สุนิสา ซึ่งตอนที่เพลงนี้ดังพี่เรียนจบพอดี หลังจากเรียนจบก็มาทำงานอยู่ที่วิทยุการบิน แต่ช่วงนั้นก็เทียวไปเทียวมาหาพี่จิกตลอด ซึ่งพี่จิกก็ให้เพลงมาเขียนบ้าง แต่ก็มีผ่านบ้างไม่ผ่านบ้าง พออยู่ที่วิทยุการบินได้ประมาณปีนึง พี่จิกเค้าก็ถามว่า มาเขียนเพลงแบบเต็มตัวมั้ย มาเขียนเพลงที่ค่ายคีตาแบบเต็มเวลา มาลองดูว่ามันจะรอดหรือเปล่ากับอาชีพนี้ ซึ่งพี่ก็เอาอยู่แล้ว เลยออกจากงานมา พอมาอยู่ที่คีตาได้ประมาณเดือนนึงก็เริ่มเข้าที่ ก็ได้เขียนเพลง “อย่าไปเชื่อ” ของจารุณี หลังจากนั้นก็ได้ทำอีก 3 อัลบั้ม จำได้ว่ามีภุชงค์, มะนิลา บราซิลเลี่ยน, แซม ยุรนันท์ ….ต่อมาพี่จิกก็ออกมาทำค่ายมูเซอร์ พี่ก็ตามมาด้วย ก็ได้มาทำพวกกษาปณ์, ทีโบน, มาม่าบลูส์, สุกัญญา มิเกล, ทอม ดันดี, นรีกระจ่าง พี่อยู่ที่มูเซอร์นานเหมือนกันนะ ประมาณ 5 ปีได้ หลังจากนั้นก็เข้ามาแกรมมี่ ตอนแรกมาอยู่ที่ More Music แป๊บนึง มาทำยู่ยี่ ชุดที่ 2 แล้วก็ได้มาเจอกับเสก ก็ได้เกลาเนื้อเพลงให้กับเค้านิดหน่อย ไม่ได้ทำอะไรมากเพราะเสกเค้าเขียนมาเองอยู่แล้ว จนตอนนี้ก็มาอยู่ที่ค่าย C&D ก็อยู่ในเครือแกรมมี่นี่ล่ะ ก็ทำเพลงร่วมกับพี่เป๋า (กมลศักดิ์ สุนทานนท์) ก็จะทำเพลงให้กับพั้นช์, ลานนา อะไรประมาณนี้ล่ะครับ

หลักการเขียนเพลง?
หลักการของพี่ต้องพกกระดาษ ปากกาติดตัวตลอด ถ้ามันนึกอะไรออกก็เขียนเลย แล้วก็อย่าไปเครียดมาก แต่ก็ต้องมีวินัยด้วย เพราะจริงๆ แล้วพอมาถึงจุดนึงมันจะกินกันที่ความคิดมากกว่า คือคนพอเขียนไปเยอะแล้วเนี่ย เรื่องเขียนมันจะไม่ยาก แต่มันจะยากที่มันปิ๊งไม่ปิ๊ง ซึ่งถ้ามันปิ๊งเมื่อไหร่มันก็จะใช้เวลาไม่นาน ที่สำคัญคนเขียนเพลงก็ต้องอ่านเยอะๆ ดูเยอะๆ ฟังเยอะๆ เพราะมันคือการรับสาสน์เข้าไปแล้วย่อยมันออกมาให้เป็นเพลง

นิยามของเพลงดีในความหมายของพี่?
อืม….มันพูดยากนะ แต่สำหรับพี่ไม่ต้องเป็นเพลงที่เนื้อหาจรรโลงสังคม เพราะเพลงมันคือศิลปะที่งดงาม แค่นี้พี่ก็ถือว่ามันดีแล้ว ขอให้มันที่สุดของมัน และไม่ทำร้ายสังคมก็พอแล้ว

ความแตกต่างของการแต่งเพลงยุคก่อนกับปัจจุบัน?
มันไม่ต่างกันมากนะ แต่พี่สังเกตดูว่าชีวิตมนุษย์สมัยนี้มันเร่งรีบขึ้น อันนี้พูดถึงดนตรีด้วยนะ เพราะดนตรีในอดีต Tempo มันจะช้ากว่ายุคนี้ นับวันทุกอย่างยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเนื้อหาก็เหมือนกัน เวลาเล่าเรื่องอะไรมันจะเร็วขึ้น ซึ่งดีไม่ดีอันนี้พี่ไม่รู้ เพราะเราไม่ควรเอาเพลงเก่ามาเทียบกับเพลงใหม่ คือมันเป็นเรื่องของยุคสมัยมากกว่า คือของมันมีเวลาของมัน แต่สำหรับพี่แล้วเวลาฟังเพลงเก่าพี่ก็มีความสุข ฟังเพลงใหม่พี่ก็มีความสุข ฟังแร็พ ฟังแจ๊ซ ฟังคลาสสิคพี่ก็มีความสุข เหมือนกินข้าวน่ะแหละ ถ้าคุณเป็นคนกินง่ายถือเป็นกำไรชีวิตกว่าคนที่กินยาก ซึ่งพี่เป็นคนกินง่าย ฟังเพลงง่าย เที่ยวง่าย พี่มีความสุข ….พี่ถือคตินี้เลย

อนาคตของวงการเพลงบ้านเรา?
ที่เห็นๆ คือตอนนี้มันตามกระแสโลกแหละ และรูปแบบการขายก็ต้องเปลี่ยนด้วย ซึ่งตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะแล้วนะ อีกหน่อยยอดซีดีมันจะลดลงเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้รายได้นักแต่งเพลงมันเลยมาจากเรื่องของการดาวน์โหลดแทน

เพลงที่อยากจะแต่งแล้วยังไม่เคยได้ทำ?
มันก็คงจะมีมาเรื่อยๆ ล่ะครับ แต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก เพราะหลังสุดอย่างที่พี่เขียนเพลง “เสื้อแห่งความสุข” ให้กับลานนา ชุดใหม่เนี่ย มันเป็นนิทานที่พี่เคยอ่านมาตั้งแต่เด็ก แล้วหนังสือมันหายไป แต่พี่จำเรื่องได้ ก็หาโอกาสเขียนมาตลอด จนผ่านมา 30 กว่าปีอ่ะถึงได้เขียน

แนะนำน้องๆ ที่อยากแต่งเพลง?
พี่ว่าคนจะเป็นนักแต่งเพลงที่ดี ถ้าอยากจะแต่ง ก็แต่งเลย แล้วอย่างที่พี่บอกแหละว่าอยากเก่งก็ต้องฟังเยอะๆ อ่านเยอะๆ ดูเยอะๆ ที่สำคัญคือต้องเปิดใจให้กว้างด้วย เพราะบางทีเราแต่งเพลงให้คนอื่นฟัง แต่งเพลงเพื่อขาย แต่งเพลงเพื่อให้คนอื่นเค้าชอบ เราจะต้องรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเป็นหลักด้วย แต่ถ้าเราแต่งเพลงเรื่องของเรา แต่งเอง ร้องเองก็ว่ากันไป

ฝากถึงเทปผีซีดีเถื่อน?
มันก็รู้กันดีอยู่แล้วน่ะครับว่ามันไม่ดี ก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน คือโอเคนะถ้าคุณชอบเพลงนี้ แล้วไรท์แจกให้เพื่อน อันนี้เข้าใจได้ว่าไม่ใช่การขาย มันก็ไม่ผิดอะไรหรอก แต่ก็อยากให้ช่วยๆ กันหน่อยล่ะกัน เดี๋ยวจะไม่มีอะไรกิน ถึงพี่เป็นคนกินง่ายก็เถอะ (555) คือสิ่งเหล่านี้มันก็ทำให้คนทำงานรู้สึกบั่นทอน แล้วต่อไปถ้าคนทำงานได้ตังค์น้อยมันก็ต้องประหยัดงบลงไปล่ะครับ

ผลงานที่ผ่านมา (บางส่วน)

วันหนึ่ง ยู่ยี่ 2539
รักเธอสุดหัวใจ ก้อง 2540
ดาวประดับฟ้า แมว 2543
ใจเอย มาช่า 2545
รักเธอนิรันดร์ ศิรศักดิ์ 2543
ไม่เสียใจที่รักเธอ สุเมธ เดอะปั๋ง 2540
รับได้ไหม แมว จิรศักดิ์ 2544
ตอบได้ไหม หนุ่ย นันทกานต์ 2545
คนเดินดิน วิเชียร ตันติพิมลพันธ์ 2546
บ้านของเรา ธงไชย 2545
อยากอยู่ตรงนี้ ปนัดดา เรื่องวุฒิ 2540
แจกัน สุเมธ เดอะปั๋ง 2540
อยากฟังคำนั้นตลอดไป คริสติน่า 2546
เราคงต้องเป็นแฟนกัน พั้นช์ 2547